Close
title
f
title
แขวงทางหลวงบึงกาฬ
Buengkan Highway District
วิสัยทัศน์ : มุ่งมั่นพัฒนา บูรณะ บำรุงรักษาทางหลวง เพื่อเสริมสร้างคุณค่าต่อเศรษฐกิจ สังคม และการท่องเที่ยว สนองตอบความต้องการของผู้ใช้ทาง
 
ข่าวสารทางหลวง
title
ทล.เตรียมความพร้อม รับเดินทางเทศกาลสงกรานต์ 63

ทล.เตรียมความพร้อมรับเดินทางเทศกาลสงกรานต์ 63 กรมทางหลวงพร้อมขานรับนโยบายรัฐบาล ลุยสำรวจแก้ไขจุดเสี่ยงอุบัติเหตุ ไฟฟ้าแสงสว่างเส้นทาง ป้ายจราจร เตรียมความพร้อมรองรับการเดินทางเทศกาลสงกรานต์ 2563 เผยขับช้าใช้เลนขวาสุดเป็นสาเหตุเกิดอุบัติเหตุอันดับ 2 ของประเทศ แนะใช้ความเร็วที่เหมาะสมตามแต่ละช่องจราจรกำหนด นายสราวุธ ทรงศิวิไล อธิบดีกรมทางหลวง (ทล.)เปิดเผยว่า กรมทางหลวงและหน่วยงานในสังกัดทั่วประเทศ ได้แก่ สำนักงานทางหลวง แขวงทางหลวง หมวดทางหลวง เตรียมเร่งดำเนินการตามนโยบายของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ซึ่งมีความห่วงใยในการใช้รถใช้ถนนทุกช่วงเวลา เพื่อลดโอกาสการเกิดอุบัติเหตุ และปัญหาการจราจรติดขัด โดยสั่งการให้กรมทางหลวงสำรวจจุดที่เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง และแก้ไขจุดเสี่ยงให้ครบถ้วน สำรวจไฟฟ้าแสงสว่างในเส้นทางต่างๆ และปรับปรุงป้ายจราจร หมุดสะท้อนแสง เส้นจราจรให้เห็นชัดเจนทั้งกลางวันและกลางคืน ตลอดจนให้เตรียมความพร้อมรองรับการเดินทางช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2563 พร้อมนำเทคโนโลยีหรือใช้โดรนมาบริหารจัดการจราจรในทุกสถานการณ์ไม่เฉพาะช่วงเทศกาลเท่านั้น รวมทั้งให้จัดทำแผนการปลูกต้นไม้ริมทางหลวงตามนโยบายของพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี นอกจากนั้นการใช้ความเร็วรถยนต์ที่ต่ำกว่า 90 กม./ชม. ในช่องทางขวาสุดของถนนทางหลวง 4 ช่องทาง เป็นสาเหตุสำคัญของการอุบัติเหตุอันดับที่ 2 หรือคิดเป็นสัดส่วน 30 % ของการเกิดอุบัติเหตุทั้งหมด รองจากการเสียหลักตกข้างทาง ซึ่งมีสัดส่วนที่ 45% นำมาซึ่งความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินของผู้ใช้รถใช้ถนน ดังนั้น ผู้ขับขี่ควรใช้ความเร็วที่เหมาะสมตามแต่ละช่องจราจรกำหนดเพื่อลดโอกาสเกิดอุบัติเหตุดังกล่าว ทั้งนี้ การกำหนดความเร็วที่เหมาะสมสำหรับในแต่ละช่องจราจร กำหนดให้ช่องขวาสุดเป็นช่องทางที่ให้รถยนต์ใช้ความเร็วได้สูงสุด และจะให้รถยนต์ที่วิ่งด้วยความเร็วต่ำกว่า 90 กม./ชม.อยู่ในช่องทางอื่นๆ ทางด้านซ้ายโดยกำหนดความเร็วลดหลั่นลงมาตามลำดับ การกำหนดในลักษณะนี้จะช่วยให้รถยนต์ที่วิ่งช้าไม่ทำให้ความเร็วเฉลี่ยของการจราจรในภาพรวมของถนนลดลงมากนัก และไม่เกิดการสะสมชะลอตัว นอกจากนั้น วิธีการดังกล่าวจะช่วยลดการเปลี่ยนช่องจราจรที่ไม่จำเป็นลงได้ด้วย ซึ่งจะเป็นการช่วยลดปัญหาอุบัติเหตุการเฉี่ยวชนและการแซงในระยะกระชั้นชิดได้ เนื่องจากช่องทางขวาสุดมีไว้สำหรับรถยนต์ที่วิ่งมาด้วยความเร็วสูง ดั้งนั้น เมื่อมีการขับขี่ด้วยความเร็วต่ำกว่า 90 กม./ชม. ในช่องทางดังกล่าว จังหวะที่รถยนต์คันที่ตามหลังมามีการเบี่ยงแซงไปช่องทางซ้ายจะเกิดจุดบอดที่คนขับรถยนต์ซึ่งอยู่ในตำแหน่งขวามองไม่เห็น จึงมีโอกาสสูงที่ก่อให้เกิดอุบัติเหตุพุ่งชนกับรถยนต์ที่วิ่งมาในช่องทางซ้ายด้านหน้า “การกำหนดช่วงความเร็วในแต่ละช่องจราจรเป็นช่วงสูงสุด-ต่ำสุด จะช่วยทำให้เกิดความแตกต่างของความเร็วในแต่ละช่องทางน้อยลง ลดโอกาสการเกิดอุบัติเหตุชนท้ายจากความเร็วที่แตกต่าง และการเปลี่ยนช่องจราจรซึ่งเป็นสาเหตุการเกิอุบัติเหตุที่สูงเป็นลำดับที่ 2 ของการเกิดอุบัติเหตุ ดังนั้น ผู้ขับขี่ควรใช้ความเร็วที่เหมาะสมตามแต่ละช่องจราจรกำหนด เพื่อลดอุบัติเหตุ”
title
กรมทางหลวงคืนความสุขให้กับประชาชน

ครม.อนุมัติ ยกเว้นค่าธรรมเนียมการใช้ทางหลวงพิเศษ หมายเลข 7 และหมายเลข 9 ช่วงเทศกาลปีใหม่ ตั้งแต่ เวลา 01.00 น. ของวันที่ 27 ธันวาคม 2562 ถึง 24.00 น. ของวันที่ 3 มกราคม 2563 วันที่ 12 ธันวาคม 2562 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี มีมติอนุมัติ ร่างกฎกระทรวงยกเว้นค่าธรรมเนียมการใช้ยานยนต์ บนทางหลวงพิเศษ หมายเลข 7 และทางหลวงพิเศษหมายเลข 9 โดยทางหลวงพิเศษ หมายเลข 7 สายกรุงเทพมหานคร-บ้านฉาง ตอนกรุงเทพฯ-เมืองพัทยา รวมทางแยกไปบรรจบ ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 34 (บางวัว) ทางแยกเข้าชลบุรี ทางแยกเข้าท่าเรือแหลมฉบัง และทางแยกเข้าพัทยา และทางหลวงพิเศษหมายเลข 9 สายวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร (ถนนกาญจนาภิเษก) ตอนบางปะอิน-บางพลี และตอนพระประแดง-บางแค ช่วงพระประแดง ต่างระดับบางขุนเทียน ตามกฎกระทรวงกำหนดค่าธรรมเนียมการใช้ยานยนต์บนทางหลวงพิเศษหมายเลข 9 สายวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร (ถนนกาญจนาภิเษก) โดยสามารถขึ้นทางด่วนหมายเลข 7 และหมายเลข 9 ได้ฟรี ตั้งแต่เวลา 00.01 น. วันที่ 27 ธ.ค. 2562 ถึงเวลา 00.00 น. วันที่ 3 ม.ค. 2563  (ขอบคุณภาพปกจาก สวพ.91)
title
ข่าวนวัตกรรมขนส่ง

ทางหลวงจัดให้!25 ธ.ค.นี้”ถนนพระราม 2”วิ่งโลด12เลน*คืนผิว-หยุดขุดส่งประชาชนกลับบ้านปีใหม่*ระดมกึ๋นรับงานยากทางลอยฟ้าลงเสาต้นปี รายงานข่าวจากกรมทางหลวง (ทล.) แจ้งว่า นายอภิชาต จันทรทรัพย์ รองอธิบดี ทล. ฝ่ายวิชาการ เป็นประธานประชุมคณะทำงานกำกับงานก่อสร้าง แก้ไขปัญหาการจราจรและลดผลกระทบจากโครงการก่อสร้างขยายทางหลวงหมายเลข35 (ถนนพระราม 2/ธนบุรี-ปากท่อ) จากทางแยกต่างระดับบางขุนเทียน-เอกชัย ตอน 1-3 จาก 10 ช่องจราจรไปกลับเป็น14 ช่องไปกลับ ร่วมกับคณะทำงานเพื่อบริหารจัดการด้านการจราจรในพื้นที่ฝ่ายปฏิบัติการ อาทิ สำนักงานทางหลวงที่ 13, แขวงทางหลวงธนบุรี, แขวงทางหลวงสมุทรสาคร และผู้ที่เกี่ยวข้อง เมื่อที่ 2 ธ.ค. ที่ผ่านมา โดยพบว่าภาพรวมผลงานทั้ง 3 ตอนคืบหน้าประมาณ 55-60% ผู้รับเหมาอยู่ระหว่างก่อสร้างทางคู่ขนานจากฝั่งละ 2 ช่องเพิ่มเป็น 3 ช่อง รวมไปกลับฝั่งละ 6 ช่อง เสร็จสมบูรณ์ วันที่ 25 ธ.ค นี้เมื่อรวมกับช่องทางด่วนถนนพระราม 2จะเดินรถไปกลับรวม 12 ช่อง ขาไป 6 ขากลับ 6 (ช่องทางหลัก 3 ช่อง และช่องทางขนาน 3 ช่อง) พร้อมตีเส้นจราจรชั่วคราว ติดตั้งอุปกรณ์อำนวยความปลอดภัย และไฟฟ้าแสงสว่าง รวมทั้งขอความร่วมมือให้ผู้รับจ้างระงับการก่อสร้างช่วงวันที่ 27 ธ.ค.62-3 ม.ค.63 เพื่อคืนผิวจราจรอำนวยความสะดวกให้ประชาชนเดินทางกลับภูมิลำเนา โดยเฉพาะผู้ที่ต้องการเดินทางไปจังหวัดภาคใต้ และท่องเที่ยวจังหวัดใกล้กรุงเทพฯ ช่วงปีใหม่ 63 คาดว่าจะมีปริมาณการเดินทางเพิ่มขึ้น 25-30% หรือ2.6 แสนคันต่อวันจากปกติ 2 แสนคันต่อวัน รายงานข่าวแจ้งอีกว่า หลังปีใหม่จะขยายช่องทางหลักจากฝั่งละ 3 ช่องเป็น 4 ช่อง รวมไปกลับ 8 ช่อง รวมทั้งเตรียมแผนบริหารจัดการจราจรและประชาสัมพันธ์ บางช่วงติดปัญหารื้อย้ายระบบสาธารณูปโภค เช่น รื้อย้ายท่อประปา ช่วงตอน 1 ถนนพระราม 2 ขาออก กม.12-700 ระยะทาง 300 เมตร เบื้องต้นได้ประสานการประปานครหลวง (กปน.) ทราบแล้วรับปากจะเข้ารื้อย้ายหลังปีใหม่ให้ผู้รับเหมาเข้าพื้นที่ก่อสร้างได้ ทล.จะเร่งรัดงานก่อสร้างทางหลักให้แล้วเสร็จตามสัญญาเดิม คือตอน 1-2 แล้วเสร็จ เม.ย.63 ส่วนตอน 3 แล้วเสร็จ ส.ค.63 ทล.พยายามแก้ไขปัญหาจราจรถนนพระราม 2 ให้เดินรถได้อย่างคล่องตัวขึ้นและยังไม่พบปัญหาข้อร้องเรียนจากประชาชน ทั้งนี้ทล.ได้ประชุมผู้เกี่ยวข้องติดตามปัญหาเป็นระยะๆ และเตรียมนัดประชุมใหญ่เพื่อวางแผนรับมือการก่อสร้างโครงการทางยกระดับบนถนนพระราม 2 ระยะทางรวม 10.6 กม. วงเงินรวม 10,500 ล้านบาท ที่จะซ้อนกับการขยายผิวจราจรพื้นราบ คาดว่าจะให้ผู้รับเหมาลงพื้นที่หลังปีใหม่เพื่อให้คืนผิวทางพื้นราบในช่องทางขนานแล้วเสร็จสมบูรณ์ก่อนรวมทั้งใช้เวลาประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนเตรียมตัวและใช้ทางเลี่ยงต่อไป